menu

สืบสาน ต่อยอดศาสตร์พระราชา พร้อมสัมผัสอากาศหนาว ณ เมืองลำปาง

อ่างเก็บน้ำห้วยสามขา


โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม


ตามพระราชดำริฯ




แอ่วลำปางทริปนี้เราจะพาไปเที่ยวชมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสามขา ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชดำริฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานให้กับชุมชน เพื่อให้ราษฎรใช้ในการอุปโภค-บริโภค

 
ชีวิตสามขา

ต้นแบบชุมชนคนต้นน้ำ



ชุมชนบ้านสามขาอยู่ติดกับผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จางฝั่งซ้าย ผืนป่ามีลักษณะเป็นที่ราบสูงและภูเขาเป็นป่าต้นน้ำ มีดอยสูง 3 ยอดอยู่รวมกัน มีลักษณะเป็นผาสามเส้า

ป่าต้นน้ำผืนนี้มีพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย ส่วนหมู่บ้านอยู่ทางตอนล่าง เป็นพื้นที่ราบเหมาะกับการทำนา และเหมาะกับการท่องเที่ยววิถีชุมชน บรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะเมื่อเราเดินเข้าไปตรงฝายนั้นสวยงามมาก



ตัวอ่างยาวประมาณ 700-800 เมตร แต่ทางเดินประมาณ 1-2 กิโลเมตร น้ำใสเย็นมาก ระหว่างทางมีสมุนไพรมากมาย เช่น หญ้ากะสัง ซึ่งเป็นสมุนไพรลดความดัน เป้าเลือด ช่วยเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติ สาบเสือ ช่วยรักษาแผลสด นอกจากนั้นยังมีไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นสัก ประดู่ ไม้แดง นับเป็นธรรมชาติที่สวยงามของผืนป่าแห่งนี้

 
พลิกบ้านสามขา สู่การพัฒนา ตามแผนแม่บทชุมชน

ย้อนไปในอดีตหมู่บ้านสามขาเคยต้องเผชิญเรื่องหนี้สินและการขาดแคลนน้ำ กลุ่มผู้นำทางความคิด อาทิ นายบุญเรือน เฒ่าคำ ได้ช่วยกันพลิกบ้านสามขาสู่การพัฒนาตามแผนแม่บทชุมชนจนเป็นต้นแบบ มีครูศรีนวล วงศ์ตระกูล ผู้ออกแบบหลักสูตรการเรียน “ชีวิตสามขา” ให้แก่โรงเรียนประถมศึกษาในชุมชน โดยมีเป้าหมายสร้างเยาวชนบ้านสามขาให้เด็กรู้จักบ้านเกิดและหากไปเรียนต่อที่อื่นแล้วกลับมาบ้าน ต้องมีที่ยืนในบ้านสามขา หมายถึงมีอาชีพที่อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นเลี้ยงตัวได้ จึงเน้นการเรียนรู้จากโจทย์ในหมู่บ้าน เรียกว่าหลักสูตร “ห้วยสามขา : เห็ด ป่า นา ข้าว”



ชุมชนบ้านสามขา มีการจัดการทรัพยากรน้ำ มีการรณรงค์เรื่องการทำแนวป้องกันไฟป่าควบคู่กับการทำฝาย ซึ่งช่วยชะลอน้ำและดักตะกอนโดยการไปศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริฯ และน้อมนำพระราชดำริมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ปัจจุบันมีฝายชะลอน้ำรอบบริเวณป่ากว่า 10,998 ฝาย ทำให้มีน้ำใช้ตลอดปี มีสัตว์ป่ากลับมาอาศัย มีอาหารจากป่า มีรายได้เสริมจากการหาของป่า

การทำการเกษตรของที่นี่จะห้ามใช้สารเคมี ปลูกข้าวขายเป็นหลัก ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท เป็นข้าวธัญสิริน (Thunya-sirin) ต้านโรคภัย โดยมีคุณลักษณะเหมือนข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีส่วนผสมของข้าวหอมล้านนา+ข้าวหอมมะลิ+ข้าวป่า และพัฒนาเป็น ข้าวกล้องงอก ข้าวฟอง cracker ผสมผัก อีกทั้งยังปลูก ถั่ว หอม กระเทียม และมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้

 
การตั้งถิ่นฐานและชาติพันธุ์

ชุมชนบ้านสามขา

ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

“ชาวบ้านสามขา” สืบสายมาจากชาวลัวะ อพยพมาจากบ้านเหล่าหนองป้อง และบ้านพระบาทหนองหมู ผู้คนที่ยากจนก็รอนแรมเข้าป่ามาพบทำเลเหมาะก็ตั้งถิ่นฐานกลายเป็นหมู่บ้าน ชื่อว่า “บ้านแม่หยวก” เพราะบริเวณนั้นมีต้นกล้วยจำนวนมาก ต่อมาเกิดน้ำป่าท่วมหมู่บ้านจึงพากันอพยพอีกโดยขึ้นไปอยู่บนเชิงเขาที่ราบสูงด้านทิศตะวันออก

“ชื่อบ้านสามขา” เล่ากันว่า วันหนึ่งชาวบ้านออกไปล่าสัตว์ ยิงเก้งได้ตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถลากเก้งกลับไปได้ จึงใช้มีดตัดเฉพาะขาหลังไปขาเดียว พอรุ่งเช้ากลับมาเอาแต่ไม่พบ เพราะงูใหญ่ลากเก้งที่เหลือเข้าไปกินในถ้ำ (บริเวณที่ตั้งบ้านสามขาในปัจจุบัน) ชาวบ้านจึงฆ่าสุนัขผูกติดกับเบ็ดหย่อนลงไปล่องูใหญ่ ปลายเชือกผูกติดกับต้นไม้ที่ปากถ้ำ

วันต่อมา เห็นเชือกตึงจึงช่วยกันดึงแต่ดึงเท่าไรก็ไม่ขึ้น จึงระดมคนในหมู่บ้านไปช่วย แต่ก็ยังดึงไม่ขึ้น จึงเอาช้างสามปาย ควายสามศึก เกวียนสามเล่ม ช่วยกันฉุดดึงลากงูใหญ่มาจนถึงหมู่บ้าน แล้วพากันชำแหละเนื้องูแจกจ่ายกันกินทั้งหมู่บ้าน ยกเว้นหญิงหม้ายเพราะไม่ได้ไปช่วยลาก

พอตกกลางคืน มีเทวดาแปลงกายเป็นคนแก่ ถือไม้เท้าขึ้นบันไดมาแล้วสั่งว่า คืนนี้ถ้าได้ยินเสียงอะไรก็ตามห้ามออกจากบ้านเพราะจะเป็นอันตราย แล้วคนแก่ก็หายวับไป หญิงหม้ายตกใจตื่นเพราะมีเสียงดังดั่งแผ่นดินถล่ม จึงออกจากเรือนมาดู พบแต่ความว่างเปล่าบ้านเรือนหายไปหมด จึงเข้าไปไหว้พระสวดมนต์

รุ่งเช้าหญิงหม้ายก็ออกจาเรือนไปดูเห็นหมู่บ้านยุบหายไป จึงอพยพไปอาศัยในถ้ำทางทิศเหนือของบ้านที่ถล่ม ต่อมาเรียกว่า ถ้ำย่าเก๊ก บริเวณที่หมู่บ้านที่ถล่มเรียกกันว่า โป่งหล่ม

ภายหลัง บ้านแม่หยวก ไม่เหลือต้นกล้วยและหยวกกล้วยเพราะป่าถูกทำลาย ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านสามขา” ตามตำนานเรื่องเก้งที่เหลือ 3 ขา หมายถึงก้อนเส้าสามก้อนที่เป็นความมั่นคง และแก้วสามประการ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

 

ศูนย์การเรียนรู้สุขภาพชุมชน
กลุ่มหมอนใบชาบ้านป่าเหมี้ยง




ทริปนี้เราจะไปต่อกันที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ศูนย์การเรียนรู้สุขภาพ แหล่งท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงที่สุดแสนจะประทับใจกลับไป เพราะ “นอนหนุนหมอนใบชา กินชาใบเหมี้ยง นอนพัก 1 คืน อายุจะยืนถึง 3 ปี”

นอกจากนั้นชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงยังมีของดีมากมายเป็นผลิตภัณฑ์หมอนใบชาน่ารัก ๆ ตุ๊กตาดับกลิ่น ที่ทำจากใบชาแท้ ๆ ทั้งดีต่อสุขภาพและหอมกลิ่นใบชาที่มีสรรพคุณช่วยในเรื่องระบบทางเดินหายใจ ผ่อนคลายความเครียด





บ้านป่าเหมี้ยง หมู่บ้านเล็ก ๆ เก่าแก่ ตั้งอยู่กลางป่าใหญ่ ชื่อของหมู่บ้าน ป่าเหมี้ยง มาจาก ต้นเหมี้ยง ซึ่งก็คือ ต้นชา พืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชุมชนและเป็นที่มาของชื่อ บ้านป่าเหมี้ยง

บ้านป่าเหมี้ยงมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ มีอากาศเย็นสบายตลอดปี สงบ ร่มรื่น อากาศบริสุทธิ์ และเขียวครึ้มตลอดทั้งปี มีต้นเหมี้ยงที่เกิดและโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บนพื้นที่ตั้งแต่ 300-1,000 เมตร ประโยชน์ของต้นเหมี้ยงมีมากมาย โดยจะเก็บใบอ่อนไปหมักผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนเปรี้ยว เรียกว่า เหมี้ยง ซึ่งเป็นของกินเล่นของชาวเหนือ และนำใบแก่มาแปรรูปเป็นหมอนใบชาที่มีกลิ่นหอม เป็นของขวัญของฝากที่ได้รับความนิยม เพราะมีสรรพคุณมากมายทั้งต่อสุขภาพและช่วยผ่อนคลายความเครียด ตลอดจนช่วยดูดซับกลิ่นอับ



นอกจากนั้นชุมชนแห่งนี้อยู่ในเขตป่าต้นน้ำ ไม่ใช้สารเคมี มีการปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้า พืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ชุมชนมีรายได้ทุกครัวเรือน ปัจจุบันบ้านป่าเหมี้ยงเปิดเป็นโฮมสเตย์ และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมการเก็บใบเหมี้ยง หมัก บ่ม โดยจะเก็บเกี่ยว 4 รอบต่อปี เพราะต้องปล่อยให้ต้นเหมี้ยงได้พักฟื้น วิธีการเก็บชาเป็นวิถีการทำเหมี้ยงอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนจากคนสู่คนจากรุ่นสู่รุ่น





กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตหมอนใบชาจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ซึ่งสามารถชมการผลิตได้ มีพี่พักโฮมสเตย์รับรองนักท่องเที่ยว และอุดหนุนสินค้าเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง บริหารจัดการโดยคนในชุมชนเอง นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นในหมู่บ้านป่าเหมี้ยง ชมฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น การเก็บใบเหมี้ยง การทำหมอนใบชา นอกจากนั้นที่นี่ยังมีสะพานดอกเสี้ยว งาน paint ดอกเสี้ยว สีสันสดใสในหมู่บ้าน และถ้าเรามาที่นี่ในเดือนกุมภาพันธุ์ก็จะประทับใจกับความสวยงามของดอกเสี้ยวสีขาวอมชมพูบานสะพรั่งทั่วทั้งภูเขา มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ สดชื่น ชื่นชมได้ทั้งในหมู่บ้านและตลอดข้างทางไปหมู่บ้านป่าเหมี้ยง และในทุกปีจะมีงานดอกเสี้ยวบาน นอกจากนี้ในหมู่บ้านป่าเหมี้ยงยังมี street art ให้ถ่ายรูปกันอีกหลายจุดเลยทีเดียว



ที่นี่ยังให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนจากการทำกิจกรรม ขั้นตอนการแปรรูปสินค้าผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน  ทั้งการเก็บใบชาหรือเหมี้ยงที่มีมากว่า 200 ปี โดยถ่ายทอดจากคนสู่คน จากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนั้นยังได้เห็นขั้นตอนหรือวิธีการอบ การผลิตหมอนใบชา ใบชาแท้ ๆ ที่มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติที่หอมมาก ผลิตภัณฑ์ชาดูดกลิ่น และการรที่ผลิตภัณฑ์ของชาวชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงได้รับเครื่องหมายรับรองจึงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงเป็นอย่างมาก



ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงแห่งนี้มีกลุ่มหมอนใบชา กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มดนตรีพื้นเมือง (เด็ก ๆ ฟ้อนรำเก็บใบเหมี้ยง) กลุ่มสมุนไพรและกลุ่มวิสาหกิจทำกาแฟแปรรูป ซึ่งมีทั้งกลุ่มผลิต และกลุ่มแปรรูป ครบวงจร





ก่อนกลับเราแวะชมธรรมชาติที่อุทยานแจ้ซ้อน อุทยานที่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ แหล่งต้นน้ำลำธาร และมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตก แอ่งน้ำอุ่น บ่อน้ำพุร้อน ไปกันเลยจ้าเที่ยวน้ำพุร้อน ต้มไข่ในน้ำแร่ แล้วไปแช่แอ่งน้ำอุ่น

แอ่วลำปางครั้งนี้ได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติและความประทับใจกลับไป สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นยังไม่เท่าได้สัมผัส และที่นี่คือความประทับใจที่เราได้รับจากการมาแอ่วลำปาง